เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

งานทำความสะอาดบ้านจะว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่ใช่ เรื่องเล็กก็ไม่เชิง แต่เป็นงานที่มีความละเอียด
และต้องอาศัยการใส่ใจค่อนข้างมาก เพราะถ้าอยากจะทำความสะอาดบ้านและข้าวของต่าง ๆ ในบ้าน
ให้สะอาดเอี่ยมจริง ๆ ก็ต้องรู้เทคนิควิธีในการทำความสะอาดที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่เช่นนั้นนอกจากบ้าน
และสิ่งของจะไม่สะอาดหมดจดแล้ว ก็อาจจะแตกหักเสียหาย หรือเสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้
ซึ่งจะว่าไปทุกวันนี้ก็มีหลายคนที่ยังทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้อย่างผิด ๆ กันอยู่
เช่น สิ่งเหล่านี้ที่มักจะสะอาดไม่หมดจด เนื่องจากเราทำความสะอาดด้วยวิธีการที่ผิด ๆ มาโดยตลอดนั่นเองค่ะ
ใครที่สงสัยว่า เอ๊ะ ! เราทำความสะอาดแบบผิดวิธีอยู่หรือเปล่านะ ลองมาดูข้อมูลกันเลย

1. จาน, แก้ว และเครื่องครัว

บ้านไหนล้างจาน แก้ว และเครื่องครัวอื่น ๆ ด้วยการหยิบที่ล้างจานมาขัดถูทันที
โดยไม่ได้ล้างคราบสกปรกออกด้วยน้ำเปล่าก่อน อาจทำให้คราบสกปรกที่แห้งกรังติดอยู่ หลุดออกได้ยาก
อีกทั้งคราบมันและเศษอาหารก็อาจจะย้ายไปติดอยู่บนสก็อตไบร์ทจนมันเยิ้มไปกันหมด
ทางที่ดีก่อนล้างจานทุกครั้ง ควรนำจานชามลงแช่น้ำก่อนสัก 5 นาทีเป็นอย่างน้อย
และถ้าหากเป็นคราบแห้งกรังให้เปลี่ยนจากแช่น้ำธรรมดาเป็นน้ำอุ่น จากนั้นล้างคราบออกด้วยน้ำเปล่า
จนเหลือคราบมันน้อยลง แล้วจึงค่อยหยิบสก็อตไบร์ทใส่น้ำยาล้างจาน แล้วลงมือขัดถูกันตามสบาย
วิธีนี้จะช่วยให้คราบมันและสิ่งสกปรกมีความมันน้อยลงอีกเยอะเลยล่ะ

2. ม่านห้องน้ำ

ม่านห้องน้ำที่สกปรก มักจะถูกถอดทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย ซึ่งจริง ๆ แล้วม่านห้องน้ำเหล่านี้สามารถใช้ต่อไปได้
จนกว่าจะเปื่อยยุ่ยหมดสภาพจริง ๆ เพราะเพียงแค่ถอดแล้วนำไปซักในเครื่องซักผ้า โดยใส่ผ้าขนหนูเข้าไปซักร่วมด้วย
และก็ซักตามปกติในระบบน้ำร้อน เพียงเท่านี้เชื้อราและคราบดำ ๆ ที่เคยมีก็จะหายไปแล้วค่ะ
โดยไม่ต้องทิ้งไปอย่างไร้ค่า และไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ให้เปลือง

3. พรมและโซฟาผ้า

เมื่อเกิดคราบเปื้อนกับพรมและโซฟาผ้า ทุกคนก็คงรีบจัดการกำจัดคราบเปื้อนกันอยู่แล้ว
เพราะพรมและโซฟาผ้าขึ้นชื่อว่าเป็นวัสดุที่ทำความสะอาดไม่ง่ายเท่าไรนัก
แต่วิธีการทำความสะอาดที่หลายคนมักจะทำกันก็คือ ใช้ผ้าหรือกระดาษซับคราบเปื้อนออก
จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำยาทำความสะอาดชนิดต่าง ๆ ลงไปโดยตรงเพื่อเช็ดออก
แต่รู้ไหมว่าเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากความชื้นและคราบน้ำจะฝังตัวอยู่ในพรมและโซฟาผ้า
พอนานวันเข้าก็จะเกิดเชื้อราและเชื้อโรคตามมา ดังนั้นเราจึงต้องทำความสะอาดให้ถูกต้อง
ด้วยการใช้กระดาษหรือผ้าสะอาดซับคราบเปื้อนออก จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำยาทำความสะอาดลงบนผ้าผืนใหม่
แล้วนำไปซับบริเวณคราบเปื้อนจนกว่าคราบสกปรกจะหายไป เสร็จแล้วก็นำผ้าสะอาดไปชุบน้ำเย็น
บิดให้หมาดที่สุดเท่าที่จะหมาดได้ แล้วก็นำไปซับเช็ดคราบน้ำยาอีกครั้งจนสะอาด รวมถึงหมั่นนำไปตากแดดด้วยค่ะ

4. กระจก

เราไม่ควรเช็ดทำความสะอาดกระจกในวันที่แดดจ้า เพราะน้ำยาที่ฉีดลงบนกระจกจะแห้งเร็วกว่าปกติ
และมีโอกาสทิ้งคราบและรอยขีดข่วนบนพื้นผิวกระจกได้ อีกทั้งไม่ควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์
เช็ดทำความสะอาดกระจกด้วย เนื่องจากกระดาษหนังสือพิมพ์อาจจะทิ้งคราบสกปรก รวมทั้งขุยไว้
แต่ควรจะทำความสะอาดกระจกในวันที่แดดค่อนข้างร่ม
ด้วยการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนกระจกก่อน จากนั้นก็ฉีดน้ำยาเช็ดกระจก
และตามด้วยใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดทำความสะอาดกระจกให้เงาวับอีกครั้ง

5. เสื้อผ้า

หลายครั้งที่ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าแล้วรู้สึกว่าผ้าไม่ค่อยสะอาด
หนำซ้ำบางทียังเกิดคราบขาว ๆ เปื้อนบนผ้าอีกต่างหาก
ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เกิดจากการที่เราใส่เสื้อผ้าเยอะเกินไป
หรือไม่ก็ใส่น้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มไม่เหมาะสมกับจำนวนผ้า
รวมทั้งการเทน้ำยาซักผ้าลงไปบนผ้าโดยตรงด้วย ดังนั้นต่อจากนี้ไป ก็ควรกะปริมาณผ้าให้เหมาะสมกับถังซัก
และใส่ปริมาณน้ำยาซักผ้ากับน้ำยาปรับผ้านุ่มตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์
ถ้าผ้าเยอะก็ควรเพิ่มน้ำยาลงไปนิดหน่อย อ้อ ! อย่าลืมใส่น้ำยาซักผ้าลงในช่องที่เขากำหนดให้ด้วยนะจ๊ะ


6. เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์

ไม่ว่าจะเป็นจอโทรทัศน์ และหน้าจอแอลซีดีทุกชนิด มักจะมีคราบสกปรกและฝุ่นเกาะติดอยู่จำนวนมาก
และคนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีขายอยู่ทั่วไปเช็ด โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า
วิธีนี้เสี่ยงจะทำให้หน้าจอเสียหายได้ฉะนั้นทางที่ดีแนะนำให้ทำความสะอาดเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้
ด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์จะดีกว่าเพียงแค่ขัดเบา ๆ ฝุ่นและความสกปรกก็จะหมดไปแล้วค่ะ

คราวนี้ก็ได้รู้วิธีทำความสะอาดที่ถูกต้องกันไปบ้างแล้วนะคะ
ดังนั้นก็อย่าลืมทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ในบ้านด้วยวิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง
ตามที่เราแนะนำกันด้วย ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านทุกชิ้นจะได้สะอาดหมดจด
ไร้เชื้อโรคที่เป็นตัวอันตรายต่อสุขภาพของคนในบ้าน




ย้อนกลับ...